ตอนนี้ บางอย่างถึงทางตันซะที หลังจากที่งมทางออกอยู่นานนม
ความจริง อาจจะเห็นทางตันมานานแล้วแหละ
แต่พยายามมองข้าม พยายามทุบ ตี เตะ ถีบ ด้วยเท้าและมือทั้งสี่
แต่ไม่ว่าจะทุบจะตียังไง กลับกลายเป็นทำให้มันหนากว่าเดิม
"ถ้าไม่ทำให้มันพัง ก็ไปต่อไม่ได้" นั่นคือความคิดของตัวผมเอง
หลายครั้งหลายคราที่มองหาช่องทางอื่น
แต่ดูเหมือนทางนั้นๆก็จะมีกุญแจเฉพาะของบานนั้นๆอยู่ด้วย
เวลาสองสามปีที่ผ่านมา เหมือนผมเสียสละเวลามาเพื่อสะเดอะกุญแจของประตูบานนี้
เมื่อเวลาผ่านไป เปิดได้ ก็ได้พบกับกำแพงอันโต
มันตั้งตระหง่านจนคุณเห็นเองแล้วยังทึ่งแน่นอน ผมรับประกัน
แต่ตอนนี้ มือกับเท้าผม มันสุดจะรับไหวแล้วหล่ะ
มันพังหมดแล้ว ทั้งที่อดทนมากมายเหลือเกิน ไม่สิ น่าจะเรียกว่า อุตสาหะ มากกว่าอดทน
ความเชื่อที่ว่า ถ้าพยายาม ก็ต้องทำได้
เหมือนจะโดนเงาของกำแพงนี้มาบดบังจนมิด
ผมเสียใจนะ ที่มันจบลงแบบนี้
แต่เคยคิดไว้แล้ว เลยไม่เีสียใจเท่าที่ควร
ผมเป็นคนที่มักจะคาดการณ์ล่วงหน้ากับทุกๆสิ่ง เพื่อที่จะเตรียมรับกับมันได้อย่างทันท่วงที
แต่ มันเหมือนกับ เราเตรียมคลังแสงไว้บอมอีกฝ่ายเมื่อเค้าบุกมา
สุดท้าย ถึงมันจะมาถึงจริงๆ เกิดสงครามจริงๆ
แต่สิ่งที่เหลืออยู่คือ ศพ กับซากปรักหักพังนับหมื่นนับแสนที่คุณต้องเสียเวลามาทำความสะอาด
เก็บกวาดมันออกไปจนเรี่ยมเร้ ถึงแม้กระั่นั้น มันก็ยังเหลืออีกสิ่ง สิ่งที่ไม่มีทางลบออกไปจากใจ
"เศษซากของความรู้สึก" ผมเรียกมันเช่นนี้
เมื่อคุณได้เห็นเศษหิน ที่ละม้ายคล้ายกันกับก้อนเคยเห็นผ่านตาเมื่อคราวสงครามเพิ่งเริ่ม
มันจะดึงเอาความทรงจำตรงนี้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
ผมพูดมาถึงตรงนี้แล้ว คุณพอเข้าใจใช่มั้ย
ผมตั้งรับกับมันมากเกินความจำเป็น ใช่ มันเป็นเช่นนี้แหละ
เหลือเศษซากมากมายเกินกว่าจะตามเก็บ
เหลือความรู้สึก กับสิ่งเหล่านี้ มากเกินไป จนเก็บกวาดไม่หมด
สิ่งที่เอามาแทนไม้กวาด ไม้ถูพื้น ผ้าเช็ด สำหรับจิตใต้สำนึก มันคือ "น้ำตา"
ผมเข้มแข็งขึ้นแล้ว ใช่แน่นอน ผมไม่ร้องให้กับเรื่องแค่นี้อีกต่อไป
ผมเข้มแข็ง แต่ในขณะเดียวกัน ข้างในก็อ่อนแอ
เหมือนกับหินที่ข้างในเป็นก้อนวุ้นยวบยาบ
ถึงปา่ไป ภายนอกดูไม่เป็นไร แต่ภายในมันเละเทะยิ่งกว่าอะไรดี
แม้ตอนนี้ ผมอยากจะให้ "น้ำตา" หลั่งออกมาเท่าไหร่
ก็เหมือนฝืนดันเปลือกหินหนาๆ เท่านั้น
ใช่ มันไม่ใช่ความผิดของใครๆ
เพียงผมพยายามไม่นึกถึง ไม่คิดถึง ไม่พูดถึง
ใช่มันจบแล้ว ขอร้องอย่าถามถึง มันจบแล้ว คุณเข้าใจคำๆนี้ใช่มั้ย ?
มันเป็นสิ่งที่ัยังไม่อาจลืม เรื่องมันเพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆ
ผมยังไม่อยากเอาเกลือหรือแอลกอฮอลมาราดแผนสดของผม
อยากให้มันแห้งและตกสะเก็ดไปเองหรือไม่ก็เน่าเฟะไปเลย ไม่ทางใดก็ทางนึง
แต่ผมมั่นใจว่าตัวผมมันต้องทำให้แผลนี้แห้งและตกสะเก็ดอย่างแน่นอน
ย้อนกลับไปที่หน้ากำแพงอีกครั้ง
ผมยืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เริ่ม Entry แล้ว
ใช่ คุณเพียงยืนคุยอยู่กับตัวตนของผมเท่านั้น แม้กระทั่งตอนนี้ หน้ากำแพงแห่งนี้
คุณจะลองเคาะๆมันดูมั้ย ? แข็งใช่มั้ยล่ะ
คุณจะลองเจาะมั้ย ผมมีเครื่องอำนวยความสะดวกทุกชนิดเท่าที่ผมและคุณจะคิดได้ แต่ ไม่เป็นผล เห็นไหม
ดูด้านหลังนั่นสิ
เห็นกำแพงนั่นไหม มันเป็นกำแพงบางๆ ที่เคยถล่มจากมือผมมาแล้ว
กำแพงนั่นมีชื่อว่า ทิฐิ น่ะ
ตรงหน้านี้ก็ใช่นะ แต่อันนี้มันใหญ่กว่า เพราะมันมีคำว่า จุดยืน ฝังอยู่ในนั้นด้วย
ผมไม่มีพลังพอที่จะถล่มมันทิ้งไปได้
อ้อ คุณเห็นด้านซ้ายของคุณมั้ย เศษหินเศษดินทั้งหมดนั่น
เป็นกำแพงที่ผมสร้างไว้ให้คนที่เข้ามาในใจถล่มแล้วเข้ามาในใจของผมด้วยมือของเค้า
แต่กลายเป็นว่า ผมต้องถล่มมันด้วยมือของตัวเอง
ตลกดีชะมัด สร้างเอง พังเอง
แต่ทำไงได้ ไม่มีคนสนใจที่จะทลายมันลง
แต่ว่านะ หลังจากนี้ ผมจะสร้างมันไว้ให้หนาๆเลยเชียวแหละคุณเอ๋ย
เพื่อคนๆนั้นที่จะมาถึง จะได้ไตร่ตรองให้ดี ว่าผมเอง ก็รักใครยากนา
แต่หากรักแล้ว ก็ทุ่มให้หมดหัวใจ ไม่กั๊กไว้ให้กิ๊กแน่นอน
แต่หลังจากนี้ อาจจะดูแปลกประหลาดไปบ้าง
แต่ก็ขอให้จดและจำเอาไว้ ว่าช่วงหลังจากนี้ไป จะเป็นการก่อสร้างกำแพงอันใหม่้ในใจของตัวผม
ฉะนั้น อาจจะมีอะไรผิดเพี้ยนไป ก็ขอให้เข้าใจกันนิดนึง
หากใครอยากจะเข้มแข็งขึ้น พึงสังวรไว้
ว่าข้างในคุณก็ยังอ่อนนิ่มเหมือนคราวที่คุณยังเป็นเด็กนั่นแหละ
แค่คุณสร้างเกราะป้องกันมหึมาขึ้นมาเพื่อกันจากสิ่งรอบข้าง
แต่คราใดที่คุณเจอคนที่คุณรักจริงๆ
คุณนั่นแหละ จะกระเทาะเปลือกออกมาจากข้างในเอง
PS.ลิฟในที่เซ็นทรัลบางนา,บนรถเมล์สาย 145,คาราโอเกะที่ครกดิน สยามฯ,ออนดีมานส์ที่เลยสถานีสยามไปหนึ่งสถานี,บันใดฝั่งขวาชั้น4,ห้องติดกับบันใดนั้น,สวนหลวงร.9,ฟาดฟู้สชั้นสกายฮอลด์เซ็นทรัลบางนา,เอนคอนเซ็ปสาขาสยาม,เดอะสไตล์บายโตโยต้าสาขาสยาม,ห้องเก่าที่หอวิลลาจีโอ,ข้างสระบัว,ใต้48,ท่าเต้นตอนม.5ที่เก้ๆกังๆ,โคฟเวอร์,วันที่ไปแข่งเคนโด้ นากาเน่คัพ(วันพ่อ),ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต หน้าห้างก่อนถึงป้ายรถเมล์,ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ข้างๆที่จอดรถตู้,ริมหน้าต่างที่ฝนสาดซัดเ้ข้ามา เรา(US)รับรู้ความเย็น เพียงแค่ริมหน้าต่างกับระเบียง,ลานรับฝากจอดรถของBTS อ่อนนุช,ห้องที่น้องสีฟ้าซ้อมเต้นก่อนวันกีฬาสี,กระดาษปฏิทินวันที่ 30 พย. ทั้งปี 49และ50,วิสุทธานี,เดอะมอลบางกะปิ,ระเบียงวิลลาจีโอ,บุหรี่มวนที่สูบเป็นครั้งแรกของชีวิตจนหมดมวน,มือถือรุ่น W810I,เกมส์เวิร์ม หนอนยิงกัน,บันไดเลื่อนเซ็นทรัลบางนา,แฮรี่พอตเตอร์ภาคไตรภาคี โรงหนังที่เสรี,ไซเรนฮีลโรงหนังเซ็นทรัลบางนา,ที่นั่งฮันนีมูนสวีทของเสรี,รองเท้าแตะ สยาม,เสื้อยืด สยาม,สร้อยสั่งทำ,สร้อยข้อมือทำเอง ครูบ้านนอก,หนังสือของพี่เอ๋,ตุ๊กตาหมีถือดอกมะลิ,อ้อย,กล้วย,ชะลอม,ถุงดำ,ซีีดีรวมเพลงจากใจ,Code Geassภาค 1,ร้านรับล้างรูป,วัดตะกล่ำ,กระทง,ไฟเย็น,หลังบ้าน,วันนิทรรศการที่มักจะตรงกับวันเกิด,ช่างคิด(หายไปไหนไม่รู้) ฯลฯ(ยังมีอีกเยอะ)
นี่คือสถานที่ที่ตอนนี้กลายสภาพเ็ป็น "เศษซากของความรู้สึก" ไปแล้ว
ขอขอบคุณสถานที่และเหตุการณ์หรือสิ่งของเหล่านี้ ซักวัน พวกคุณจะไม่ใช่เศษซากความรู้สึก ขอบคุณจากใจ
ผมเขียนข้อความพวกนี้ด้วยน้ำตา จากใจ และจากความรักที่ยัดลงไปทั้งหมดทั้งปวง
ขอให้สิ่งเหล่านี้ มีค่ากับผมในอนาคตอันไกล้ และไม่ย้อนกลับมาทิ่มแทงใจอีกต่อไป
PS.วันนี้ผมเรียนภาษาไทย น้ำตาไหลในห้องเรียนจนต้องก้มหน้าฟุบไปกับโต๊ะเพียงเพราะอาจารย์ยกตัวอย่างคำว่า กมลพร คำๆนี้มีอิธทิพลทั้งต่อวีธีทาง อนาคต จิตใจ ความรัก และทั้งหมดทั้งสิ้นในตัวของผม ชื่อนี้ มันสามารถทำให้ใจเบิกบาน ยิ้ม ดีใจ หรือแม้กระทั่งเจ็บ ปวด เป็นสิ่งที่สะลวงเปลือกหินหนาออกมาได้และให้น้ำตาชะล้างในเวลาที่ไม่เหมาะสม ทั้งที่ กมลพร ไม่ได้สื่อเพียงสิ่งๆเดียว แต่ในใจผม คำนี้ใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้นเอง
PS.ผมกำลังทำหนังสือทำมือ ขอให้ทุกๆคนที่อ่าน เป็นกำลังใจให้ผมด้วย เพราะตอนนี้มันหมด ต้องการนิดนึง ไม่เคยขอจากใคร จะโกหก แกล้งพูด ก็ได้ ผมน้อมรับมาเป็นสินน้ำใจ แรงขับที่จะทำอะไรต่อไปหลายๆอย่าง มันหมดลาน น้ำมันหยดสุดท้ายที่เฝ้ามองมันระเหยไป บัดนี้หมดแล้ว ขอจากใครหลายๆคนที จากใจ
เอนทรี่นี้ ขอแทนทุกๆเอนทรี่ที่ผ่านมา แค่เอนทรี่นี้ ก็เกินพอ สำหรับผม
ขอบคุณสำหรับทุกๆความคิดเห็น และความห่วงใย
edit @ 9 Apr 2008 16:40:52 by St.CMG_MonSteR